แค่จะไปดูดอกบ๊วย

posted on 22 May 2009 16:58 by gohmadfish  in Story

 

    อันนี้ตั้งชื่อเอนทรีตามจริง เพราะว่าเมื่อต้นปีจะไปดูดอกบ๊วยจริงๆ แถมอยากจะไปแค่ภาคเหนือของไทยนี่เอง ทว่าเกิดเหตุให้ไม่มีคนไปด้วย จะไปคนเดียว ก็คงได้คุยกับตัวเองเพราะว่าพักนี้ขี้เหงาขนาด เลยคิดผิดชวนพี่สาวไปหาดอกไม้ดู ซึ่งอาเจ๊ ก็สบโอกาส พยายามจะหนีร้อน บอกไอ้โก๊ะว่าไกล้ๆ ใช่ แค่ยูนนานเอง เราก็หลงเชื่อด้วยนะ ตอนแรกก็แค่ว่าจะมาไม่ไกล ไปๆมาๆ ไว้ใจเจ๊มากเกินไป เลยไปถึงที่ราบสูงธิเบตโน่นเลย

   อันที่จริง เราเองก็ไม่ได้เกลียดการไปเที่ยว(แน่ล่ะ คงหาคนเกลียดยากยกเว้นไปเที่ยวในที่ๆไม่อยากไป) อย่างที่เคยบ่น เกี่ยวกับสุขภาพที่ย่ำแย่ จากการโหมใช้ร่างกายอย่างหนัก รวมถึงการได้ไปอยู่ไกล้ชิดกับคนที่สูบบุหรี่จัด เป็นเวลานับปี ในที่ทำงานเก่า ก็ทำให้ไอ้โก๊ะ เป็นโรคร้ายได้ หลังจากอัเสบเรื้อรังมานานกว่าสิบปี ซึ่งก็ไม่ทราบชะตากรรมของเพื่อนร่วมงานคนนั้นเหมือนกันว่าป่านนี้จะเป็น อย่างไรบ้าง เพราะว่าเท่าที่จำได้ พี่ท่าน สูบวันละสามซองเป็นนิสัย ดังนั้น เอิ่มเอ่อ หากไม่สนใจตนเองก็สนใจคนข้างๆสักนิดก่อน จุดไฟผลาญชีวิตนะ

 

               มาถึงเรื่องเที่ยว เนื่องจากสุขภาพไม่ดี แม่จึงแนะนำว่า เราควรจะพักร้อนนอนพักได้แล้ว ใจก็คิดคำนึงถึงแจ้ซ้อนที่เคยไป ยังจำได้ถึงอากาศที่ดีแล้วน้ำไฟที่ไปไม่ค่อยถึงอยู่ รวมทั้ง แสงดาวที่สว่างมาก แล้วก็ ทุ่งดอก เดซี่ สีขาว ในความรู้สึก จะไปขอหลบที่นั่น สักเดือนหนึ่ง แต่ชีวิตที่มีข้อแม้มากขึ้น ทำให้การหายไปของเราอาจจะสร้างความกังวลใหญ่หลวงให้กับคนอื่น จึงเลือกที่จะไปเที่ยวอย่างมีวันเวลากลับที่แน่นอนอาเจ๊ ก็เลยบอกว่า เราไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันมา14ปีแล้วนะ เลยเกิดความรู้สึกที่ตื้นตันขึ้นมานิดหนึ่ง 14 ปี อันแสนหนักหนา มันผ่านไปแล้ว เราก็ควรจะได้ไปไหนกับคนที่เราสามารถ เปิดใจได้สักที คนข้างๆเราไม่ควรจะเป็น คนอื่นอีกต่อไป แม้ว่าความตื้นตันใจ จะ ลดระดับลง จากค่าทัวส์ที่ต้องออกให้มันด้วย

 

 

 

      ดังนั้นช่วงกลางเกือบปลายเดือนเมษายน เราก็ไปยูนนาน กับพี่สาว ยูนนาน เคยเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้นไม่เคยจะเปลี่ยนไปเท่าไหร่ เราเองก็ไม่ได้ไปเมืองจีนมานับๆดูก็ เป็นสิบกว่าปี แต่คนจีนก็ยังเหมือนเดิม รวมทั้งห้องน้ำด้วย ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่ยอมรับว่า ไม่มีชักโครกจะดีที่สุดจริงๆ

      การเดินทางไม่ต้องเตรียมอะไรยุ่งยากเพราะว่าไปแบบทัวส์ ไม่ใช่อย่างที่เคยไป ซึ่งส่วนใหญ่ ไปทำงาน ดังนั้นการเตรียมตัวเป็นนักท่องเที่ยวจึงค่อนข้างทำให้ประหม่าเล็กน้อย แต่ไม่เป็นไร เราปรับตัวได้ 

      เนื่องจากว่า เราจำเป็นต้องได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ แม้ว่า  MU ที่บินระยะไกล้ จะบินกลางคืนซะส่วนใหญ่ เราก็เลือก โปรแกรม บิน ทุ่มครึ่ง ถึงนู่น สี่ทุ่ม เพื่อ พัก แม้ว่าจะทำให้ค่าโรงแรมเพิ่มก็ตามที และเวลาที่นั่นเร็วกว่าเมืองไทยหนึ่งชั่วโมง เราจึงน่าจะไปถึงที่คุณหมิง ประมาณ สี่ทุ่มกว่า แล้วก็กว่าจะพักผ่อนก็ ห้าทุ่ม แต่ก็ไม่ถือว่าหนักหนา ดีกว่านอนในเครื่อง ถึงเช้า 

    การเดินทางไปจีนทำวีซ่าค่อนข้างง่าย แต่ไอ้โก๊ะต้องเปลี่ยนเล่มของหนังสือเดินทาง จากสีน้ำเงิน มาเป็นสีแดงใหม่เอี่ยมอ่อง แต่ประวัติดีเยี่ยม เปลี่ยนเล่มมาหลาย เดี๋ยวสีแดง เดี๋ยวสีน้ำเงิน เต็มมั่งอะไรมั่ง ตอนขาออก เลยไม่ค่อยมีพิธีอะไรมาก ตอนที่ออกไปรอขึ้นเครื่อง ก็ไปหาข้าวกิน ก่อนไปนั่งรอ ช่วงก่อนขึ้นเครื่องเราก็คุยกันเกี่ยวกับคุณหมิง ว่ามันห่างไทยไปเท่าไหร่เป็นยังไง เพราะว่า ไอ้โก๊ะเคยไปแต่เซี่ยงไฮ้ พี่สาวจึงบอกว่า มันห่างจากลาว แล้วก็ สิบสองปันนาไปนิดหน่อย

  ตอนที่ขึ้นเครื่อง เนื่องจากผลกระทบในเรื่องการก่อการร้าย ทำให้ ไอ้โก๊ะต้องถอดเข็มขัด รองเท้าบู้ต  เสื้อซาฟารี แล้วก็ เปิดกระเป๋ากล้องให้ดูกันทุกชิ้นๆเป็นที่น่าอนาถมาก แถมตอนที่ถึงคูจาบ้า สนามบินที่คุณหมิง ก็ต้องทำแบบเดิมซ้ำอีก รวมถึงการตรวจโดยเจ้าหน้าที่หญิงของสนามบินด้วย แต่ พี่สาวก็ ไม่โดนอะไรมากแค่ต้องถอดบู๊ตหุ้มส้นเท่านั้น

  ที่นั่นอากาศเย็นกำลังใช้ได้ อุณหภูมิประมาณ 17 องศา สมกับเป็นมหานครแห่งฤดูใบไม้ผลิ แต่ไอ้โก๊ะจะอยู่ที่คุณหมิงแค่คืนเดียว เพราะว่าเราจะเิดินทางไกลในตอนเช้า ไปสู่ต้าหลี่ แล้วก้ไต่ระดับความสูงไปยันทิเบต

 

 

ยามเช้า ก็ นั่งรถออกจากคุณหมิงไปตามเส้นทางถนน ตัดใหม่ คล้ายๆจะเป็นมอเตอร์เวย์บ้านเรา มีด่านเก็บเงินด้วย แถมจะได้ยินว่ามีการถามเป็นระยะระยะว่า มีไกด์หรือยังไม่ไกดืท้องถิ่นมั้ย ซึ่งเรื่องนี้ดูจะเป็นข้อบังคับที่ซ้ำซ้อนนิดหน่อย คือ เป็นการกระจายรายไ้ สู่ท้องถิ่น เวลาที่เรามาจีน เราจะมีไกด์ไทยมาหนึ่งคน แล้วก็มารับไกด์จีนพูดไทยได้หนึ่งคน ซึ่งพอไปตามท้องถิ่น เราก็ต้องมีไกด์ท้องถิ่นนั้นๆ อีกคนหนึ่ง  แต่มานั่งนึกดูมันก็ เป็นการกระจายรายได้ที่เหมาะสมดี เพราะว่า เรื่องท้องถิ่น คงไม่มีใครรู้เท่ากับคนในท้องที่นั้นๆด้วย รวมถึงประเทศจีนนั้นกว้างมากเกินไปที่ไกด์คนหนึ่งจะทราบรายละเอียดของแต่ละ พื้นที่หมด

 

             ซึ่งพอเเล่นรถมาได้ซักระยะ ก้พบว่าเราต้องใช้ถนนสายเก่าเพราะว่าถนน สายนี้ไปไกลถึงหลี่เจียง ซึ่งเรายังไม่ไปไกลขนาดนั้นภายในวันนี้ แต่ทรปอื่นก็ดูเหมือนว่าจะไม่ผ่านต้าหลี่

 

 

ซึ่งไกด์ท้องถิ่นของต้าหลี่เป็นชาวไป๋ ดูเหมือนต้องแต่งชุดประจำชนเผ่าด้วย ซึ่งพูดไทยไม่ได้ ต้องพูดผ่านล่ามจีนที่พูดไทยได้อีกที จะว่าไปพูดถึงไกด์คนนี้ ยังเป็นเด็กอยู่มาก แล้วก็ ใช้ภาษาไทยแบบกูเกิลทรานสเลเตอร์ ทำให้รู้สึกลุ้นปนเวียนหัวเวลาเขาพูดขึ้นมาแต่ละที ดังนั้น เราอาจจะได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน สรุปคือต้องไปซื้อหนังสือ แนะนำต้าหลี่อีกที ตรงร้านหนังสือหน้าโรงแรม

 

วัดที่ตระกายดาวขึ้นไปดู สภาพแวดล้อมสวยมาก ถ้าจำไม่ผิด ไกด์บอกว่า สร้างในสมัยที่ คังสีฮ่องเต้มาปราบชาวไป๋ที่นี่ วัดนี้จึงเป็นวัดหลวงที่มีความอลังการมาก แต่การเดินในที่สูงทำให้เหนื่อยง่าย ต้องค่อยๆเดิน ไม่งั้น อาจจะเจ็บคอขึ้นมาอีก ภาพถ่ายได้มุมดีเยอะเพราะว่าค่อนข้างเย็นแล้ว ดูเหมือนว่าเราจะขึ้นมาเป็นคณะสุดท้าย เลยได้แบบที่ไม่ต้องติดคนมาให้กวนใจ

 

         วันนี้เท่านี้ก่อน เดี๋ยวค่อยๆมาเขียนต่อเรื่อยๆ ทำใจกับการพิมพ์ภาษาประหลาดหน่อยนะ ทุกท่าน ราตรีสวัสดิ์เน้อ


 

 

edit @ 22 May 2009 21:25:46 by GOH-TIC

edit @ 22 May 2009 21:30:09 by GOH-TIC

edit @ 22 May 2009 21:31:48 by GOH-TIC

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet


สาวสวยนะครับ น่าไปเที่ยวจัง big smile

#1 By tiew@fine on 2009-05-22 21:58

ที่ไกด์คนนั้นแปลไม่รู้เรื่อง...


มันเป็นกลวิธีการขายหนังสือรึเปล่าครับ question

#2 By ChimERaTeDdY on 2009-05-23 06:57

โหว สวยมากเลยค่า นึกถึงหนังจีนปรวัติศาสตร์
อยากไปมั่งจัง

#3 By ~Naki~chan on 2009-05-23 07:16

งามดีคับโดยเฉพาะ

#4 By PUMP201 on 2009-05-23 09:15